บทเรียนสำหรับการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
โดย คุณ เหม่ย ชิง
จาการติดตามข่าวจาก สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น นับตั้งแต่ข่าวตึกถล่มเมื่อวันที่ 11 กันยายน ทางตะวันตกของอเมริกา ผมเริ่มสังเกตเห็นข้อเปรียบเทียบที่น่าสนใจระหว่าง การปฏิวัติชาตินิยมซึ่งกำลังแพร่ขยายทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา และในโลกของธุรกิจ
หลายๆบทเรียนปรากฏออกมาในรูปแบบของการก่อการร้าย ที่บ่อนทำลาบความมั่นคงของสหรัฐฯ หนึ่งในแรงจูงใจในการก่อเหตุดังกล่าวมาจากเรื่องของชาติบ้านเมือง ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ถูกกดดันอย่างหนัก จากปัญหาความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งถูกบ่อนทำลายจากความกลัวและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ บางครั้งก็ต้องลองถูกลองผิดในการแก้ปัญหา แต่ละฝ่ายจะสามารถเลือกทางออกได้หนึ่งจากสองทาง คือ กระโดดลงจากเรือ หรือกัดฟันต่อสู้กับปัญหานั้นให้ได้ ประมาณสองเดือนให้หลังจากการเกิดเหตุ จึงมีหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ ซึ่งถือเป็นการดีที่มีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
บางบทเรียนอาจจะนำมาใช้ได้ในการเรียนรู้เพื่อการดูแลควบคุมทีมในสภาวะที่เกิดปัญหาได้:
- ไม่กระทำการโดยผลีผลาม
ชั่วขณะหนึ่งหลังการก่อการร้าย ทั่วโลกต่างคาดเดาว่า ท่านประธานาธิบดี จะส่งหน่วยรบออกกวาดล้างพวก ตอลีบาน และเครือข่ายของ ออสมาโดยทันที แต่ทางรัฐบาลกลับใช้เวลาเพื่อไตร่ตรองแผนการในก้าวต่อไป โดยพยายามรวบรวมข้อมูลและวางแผนสำหรับการเดินหน้าต่อไป ซึ่งเป็นกลวิธีที่นานาชาติต่างก็ให้การยกย่อง ในฐานะที่เป็นผู้นำ ถ้าหากพนักงานเห็นว่าสิ่งปฏิบัติต่างๆ เป็นการเร่งรีบมากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และไม่ประสบความสำเร็จตามแผน ดังนั้นเมื่อมีมาตรการเร่งด่วนเกิดขึ้น จะต้องมีการแจ้งให้พนักงานหรือผู้ร่วมทีมทราบในทันที
- ช่วงเวลาในการแสดงความเป็นผู้นำ
ท่านประธานาธิบดีได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในช่วงเวลานั้น และ บุช ก็กลายเป็นผู้นำของนานาชาติอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับกับภาวะต่างๆที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ กุญแจสำคัญในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว ก็คือ การจัดการสิ่งต่างๆ คุณต้องทำให้ทุกฝ่ายทราบว่า คุณมี “กองกำลัง” ที่จะคอยรับมือกับปัญหาความไม่มั่นคงนั้น การพบปะเป็นการส่วนตัวกับคนเหล่านั้น พร้อมทั้งอธิบายวิธีการต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ การที่คุณแสดงตัวให้พวกเขาเห็นในช่วงนั้น จะทำให้พวกเขาทราบว่า คุณอยู่เคียงข้างพวกเขาเมื่อกำลังประสบปัญหาต่างๆ และเมื่อทราบว่า คุณยังคงทำหน้าที่ พวกเขาก็จะอยู่กับคุณเช่นกัน
- สื่อสาร สื่อสาร และ สื่อสาร
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ถูกจู่โจม ทางรัฐบาลยังคงปักหลักช่วยเหลือและสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาวิธีการดำเนินงานในขั้นต่อไป ท่านประธานาธิบดีกล่าวกับสภา คองเกรส และคนทั้งชาติ เกี่ยวกับวิธีรับมือกับการก่อวินาศกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ว่า เขาจะเปลี่ยนทัศนะคติของนานาชาติ โดยเปลี่ยนจากความกลัวให้กลายเป็นความกล้าเพื่อต่อสู่กับการก่อการร้าย จากนั้น เขาก็ได้รับความสนับสนุนจากนานาชาติในความไว้วางใจ และรับฟังความเห็นจากท่านประธานาธิบดี รวมทั้งเข้าใจทุกฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนั้น ก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เป็นประโยชน์มากมาย ซึ่งมาจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นความตั้งการต่างๆ จึงก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
- พวกเขายังคงปฏิบัติหน้าที่เช่นปกติ
จากสถานการณ์ความวุ่นวายในสหรัฐฯ ประธานาธิบดี บุช ไม่ได้กดกันการทำงานของสาธารณชน และรัฐบาลเกี่ยวกับสาเกตุของความวุ่นวาย เพียงแต่ต้องการให้ทุกฝ่ายดำเนินหน้าที่ของตนต่อไปโดยปราศจากความกลัว ผลที่เกิดจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งนโยบายทางการเมืองและสังคมถูกลืมเลือนไป และหันมาร่วมมือร่วมใจกันเพื่อนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้นภัย ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน พนักงานต้องตระหนักได้ว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่ควรเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน เพราะเหตุใดจึงทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ และเพราะเหตุใดจึงต้องขยันทำงานตลอดเวลา เมื่อมีแผนการทำงานและเป้าหมายที่ชัดเจน พนักงานทุกคนก็จะเข้าใจเองว่า พวกเขาควรปฏิบัติตนอย่างไร และเพราะเหตุใดต้องมีมาตรฐานวัดการทำงาน
- ตะหนักถึงพลังของการทำงานแบบที่มีเครือข่าย
เป้าหมายของนานาชาติที่มีร่วมกัน ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดเครือข่ายของหุ้นส่วน ที่มาจากความสามารถของแต่ละฝ่ายที่ร่วมมือกัน ทรัพยากร และการสนับสนุนจากหลายๆฝ่าย
สำหรับบริษัทซึ่งอาจจะประสบปัญหาในอนาคต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้อง คู่ค้า หรือหน่วยงานที่ร่วมมือกัน องค์กรที่เข้าร่วม หรือแม้แต่พนักงานในองค์กร ก็อาจจะมีส่วนช่วยเหลือบริษัท เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นกับบริษัท ทุกส่วนต่างก็ต้องการหาผู้ที่สามารถรับผิดชอบสถานการณ์ดังกล่าวให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งควรตะหนักไว้ว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ต่างๆ ก็มีส่วนในการพาบริษัทก้าวข้ามปัญหาไปได้เช่นกัน
- ให้ทุกฝ่ายมีส่วนรับผิดชอบในความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น
ความรู้สึกที่แย่ที่สุดก็คือ การไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอน และความกลัว ประธานาธิบดี บุช แบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้กับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกัน ในการทำให้เศรษฐกิจยังยืนหยัดอยู่ได้ และเพื่อให้ทุกฝ่ายให้ความสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล แม้จะดูเหมือนพวกเขาปฏิบัติงานค่อนข้างล่าช้า แต่ว่าเต็มไปด้วยความมั่นคงในทุกย่างก้าว บริษัทที่ดำเนินงานโดยปราศจากการสนับสนุนจากพนักงาน ก็เช่นกัน จะไม่มีทางประสบความสำเร็จ การไล่ออกอาจเป็นทางออกที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งถือเป็นสิ่งอันตรายสำหรับบริษัทเพราะต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ในการเอาตัวรอด แทนที่จะสั่งให้พวกเขาไปนั่งทำงาน และคิดว่าพวกเขาจะทำงานให้เต็มที่ ควรแสดงให้พวกเขาเห็นว่า หน้าที่ที่พวกเขากำลังทำอยู่มีความสำคัญมากเพียงใด และจะทำให้บริษัทอยู่รอดได้อย่างไร
- อย่าปล่อยให้ปัญหาคงอยู่
สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของสหรัฐฯ ก็คือ อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งกำลังประสบภาวะย่ำแย่ และต้องปลดพนักงานมากมายออกไป รัฐบาลตะหนักดีว่าปัญหานี้จะทำให้เกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป การจัดการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ จึงเกิดขึ้น ทั้งความช่วยเหลือด้านการให้ความรู้ การเยียวยาด้านจิตใจ และทางด้านเทคนิคในการทำงานต่างๆ ถ้าหากคุณปล่อยให้ทีมของคุณนำปัญหาความเสี่ยงต่างๆมาสู่บริษัท คุณก็ไม่ควรปล่อยให้มันยังดำเนินอยู่เช่นนั้น เพราะบทบาทที่สำคัญของคุณ คือ ต้องช่วยให้ทีมและบริษัทประสบความสำเร็จ
|